โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว

โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวหมายถึงภาวะที่เม็ดเลือดขาวกลายเป็นมะเร็งมีการสร้างเซลล์เม็ดเลือดขาวอย่างมากมาย

ภาพ..มะเร็งเม็ดเลือดขาว


เนื้อหาสำหรับกลุ่มสาระการเรียนรู้         สุขศึกษาและพลศึกษา (สุขศึกษา)
ช่วงชั้นที่ 4  ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่  5

หน่วยการเรียนรู้ที่ 11 เรื่อง    การป้องกันโรค
เซลล์เม็ดเลือดที่เจริญเติบโตนอกเหนือการควบคุมของร่างกาย เรียกมะเร็งเม็ดเลือด เนื้อหาสาระโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว จน ร่างกายของเราไม่สามารถควบคุมมันได้ เซลล์มะเร็งเหล่านี้จะไปอยู่ตามอวัยวะต่างๆทำให้ร่างกายขาดสารอาหาร และมีภูมิคุ้มกันต่ำ เนื่องเซลล์มะเร็งเหล่านี้ไม่สามารถทำงานได้เหมือนเซลล์ทั่วไป

ส่วนประกอบของเลือด

ร่างกาย สร้างเซลล์เม็ดเลือดจากไขกระดูก bone marrow โดยเซลล์ตัวอ่อนเรียก blast เลือดประกอบด้วยส่วนที่เป็นน้ำเรียก plasma ส่วนเซลล์ที่พบมี 3 ชนิด

* เม็ดเลือดขาว leukocyte หรือ white blood cell ทำหน้าทีต่อสู้กับเชื้อโรค
* เม็ดเลือดเลือดแดง erythrocyte หรือ red blood cell ทำหน้าที่นำ oxygen ไปล่างกาย และนำ carbodioxide ไปฟอกที่ปอด
* เกร็ดเลือด platelet หรือ thrombocyte ทำหน้าที่หยุดเลือด

ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งเม็ดเลือด

* การได้รับรังสีเป็นจำนวนมาก เช่นระเบิดปรมณู
* การได้รับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากเครื่องใช้ไฟฟ้า แต่ยังต้องรอการศึกษายืนยัน
* ทางพันธุกรรม เช่น เด็ก Down’ syndrome
* ผู้ที่ทำงานสัมผัสสารเคมีเช่น benzene

รูปแสดงเซลล์เม็ดเลือดขาวที่เป็นมะเร็งพบว่าเป็นเซลล์ตัวอ่อน

ชนิดของมะเร็งเม็ดเลือด

มะเร็ง สามารถเกิดจากเม็ดเลือดขาวได้ 2 ชนิด คือ lymphocyte และ myeloid และแบ่งการดำเนินของโรคเป็น acute คือเกิดเร็ว โรคดำเนินเร็ว  blast cell มาก chronic โรคดำเนินช้า blast cell ไม่มากเราแบ่งเป็น

1. Acute lymphocytic leukemia [ALL] เซลล์ส่วนใหญ่เป็น lymphocyte มักพบในเด็ก
2. Acute myeloid leukemia [AML] พบมากในเด็กและผู้ใหญ่
3. > Chronic lymphocytic leukemia [CLL] พบมากในอายุมากกว่า 55 ปี
4. Chronic myeloid leukemia [CML] พบในผู้ใหญ่

อาการของโรคมะเร็งเม็ดเลือด

อาการ ต่างๆเกิดจากเม็ดเลือดเสียหน้าที่เช่น เม็ดเลือดขาวเสียหน้าที่ผู้ป่วยจะมีการติดเชื้อง่ายมีไข้ เซลล์มะเร็งมีมากจะทำให้เม็ดเลือดแดงและเกร็ดเลือดมีน้อยทำให้เกิด ซีด และเลือดออกง่าย นอกจากนี้ยังเกิดอาการต่างๆตามที่เซลล์มะเร็งไปอยู่ เช่นปวดศีรษะ อาการที่พบบ่อยๆ มีดังนี้

* ไข้หนาวสั่น บางครั้งเหมือนหวัด
* อ่อนเพลีย ไม่มีแรง เบื่ออาหาร และน้ำหนักลด
* มีการติดเชื้อบ่อย
* บวมและเจ็บบริเวณต่อมน้ำเหลือง ตับ ม้าม
* เลือดออกง่ายบริเวณผิวหนัง ไรฟัน ตา
* ปวดกระดูก

การวินิจฉัย

ทำ ได้ไม่ยากโดยแพทย์จะตรวจร่างกายพบตับ ม้าม ต่อมน้ำเหลืองโตแพทย์จะเจาะเลือด เมื่อทราบว่าเป็นมะเร็งแพทย์จะเจาะไขกระดูก หรือเจาะไขสันหลังเพื่อตรวจเซลล์มะเร็งในน้ำไขสันหลัง

การรักษา

การ รักษาในผู้ป่วยแต่ละราย และมะเร็งแต่ละชนิดจะไม่เหมือนกัน โดยหลักการการรักษาคือ ระยะแรกจะควบคุมโรคให้สงบ remission หลังจากนั้นจะป้องกันการกลับเป็นซ้ำ relapse ผู้ป่วยหลายรายสามารถหายขาดได้

วิธีการรักษา

1. เคมีบำบัด Chemotherapy สามารถให้ได้ทั้งทางฉีดและการกิน มะเร็งบางชนิดอาจต้องให้เข้าไขสันหลัง
2. รังสี รักษา Radiotherapy สามารถให้ได้ 2 กรณีคือให้รังสีบริเวณที่มะเร็งอยู่ เช่นม้าม อันฑะ หรืออาจให้ฉายรังสีทั้งตัวเพื่อเตรียมการปลุกถ่ายไขกระดูก
3. การ ปลุกถ่ายไขกระดูก Bone marrow transplantation โดยการให้เคมีบำบัดขนาดสูงร่วมกับรังสีเพื่อทำลายเซลล์หลังจากนั้นจึงนำไข กระดูกของคนปกติฉีดเข้าไป ผู้ป่วยจำเป็นต้องอยู่โรงพยาบาลจนกระทั่งร่างกายสามารถสร้างเม็ดเลือดได้
4. การสร้างภูมิคุ้มกัน Biological therapy โดยการใช้ interferon กับเซลล์มะเร็งได้บางชนิด

การรักษาอื่นๆที่จำเป็น

เนื่อง จากการรักษามะเร็งเม็ดเลือดมีโรคแทรกซ้อนมากดังนั้นการรักษาอื่น๐ก็มี ความจำเป็นไม่แพ้กัน เนื่องจากผู้ป่วยอ่อนแอเกิดการติดเชื้อง่ายดังนั้นผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยงสถาน ที่ทีมีคนมากโดยเฉพาะช่วงที่เกิดการระบาดของโรค ถ้าได้รับการติดเชื้อที่รุนแรงจำเป็นต้องได้รับยาปฏิชีวนะ antibiotic ภาวะ โลหิตจางเป็นภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญและพบบ่อยหากเป็นมากอาจทำให้ผู้ป่วยมี อาการเหนื่อยง่าย ถ้าซีดมากควรได้รับการเติมเลือด tranfussions ผู้ป่วยควรได้รับการตรวจช่องปากก่อนการรักษา

ผลข้างเคียงของการรักษา

1. เคมี บำบัด Chemotherapy หลักการให้เคมีบำบัดคือทำลายเซลล์ที่แบ่งตัวเร็วซึ่งเซลล์มะเร็งแบ่งตัวเร็ว ดังนั้นจึงถูกทำลายมาก แต่ขณะเดียวกันการให้เคมีบำบัดก็ทำลายเซลล์ปกติ ดังนั้นอาการข้างเคียงจึงเกิดจากการที่เซลล์ปกติถูกทำลาย ผู้ป่วยจะคลื่นไส้อาเจียน เบื่ออาหาร ผมร่วง เป็นหมัน
2. รังสีรักษา Radiotherapy บริเวณที่ฉายแสงขนหรือผมจะร่วง ผิวบริเวณดังกล่าวจะแห้ง คัน ห้ามใช้ lotion ก่อนปรึกษาแพทย์
3. การปลุกถ่ายไขกระดูก Bone marrow transplantation ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะเสี่ยงต่อการติดเชื้อ เลือดออกผิวหนัง

ประเด็นคำถาม
1. การศึกษาแหล่งที่มาหรือสาเหตุของโรคมี ผลเสียอย่างไร
2. นักเรียนทราบไหมว่าผู้หญิงกับผู้ชายอัตราการเป็นโรคมะเร็งมากที่สุด
3. นักเรียนบอกได้ไหมว่า อันตรายจากการเป็นโรคมะเร็งจะมีผลโดยตรงต่อเราอย่างไร

กิจกรรมเสนอแนะ
1. ให้นักเรียนไปศึกษาเพิ่มเติมในห้องสมุดโรงเรียนหรือในอินเตอร์เน็ต
2. เชิญเจ้าหน้าที่สาธารณสุขออกให้ความรู้เกี่ยวกับโรคมะเร็ง

การบูรณาการกับกลุ่มสาระอื่นๆ
1. ภาษาไทย     การอ่านจับใจความ  การสรุปบทความ  การย่อความสรุป
2. วิทยาศาสตร์  ระบบการไหลเวียนของเลือด
3. สังคมศึกษา   สิทธิการเข้ารักษาโรคในโรงพยาบาลของรัฐ
4. สุขศึกษาและพลศึกษา (พลศึกษา)  การเสริมสร้างสมรรถภาพทางกาย

แหล่งข้อมูลที่มา : http://www.siamhealth.net


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

%d bloggers like this: